‘ศึกเสาชิงช้า’ เดิมพันปชป. ฝ่า‘ส้มฟีเวอร์-ชัชชาติ’ ล้างอาถรรพ์ฟ้า
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ เลือกตั้งผู้ว่ากทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ทั้ง 50 เขต ที่จะครบวาระในเดือน พ.ค. และจะมีเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.2569 ถือเป็นอีกหนึ่งสนามเดิมพันของ “ค่ายสีฟ้า” ประชาธิปัตย์ ในการทวงคืนศักดิ์ศรีสนามเมืองหลวง ในยุคที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค หวังฟื้นกระแส “อภิสิทธิ์ฟีเวอร์” ที่เคยรุ่งโรจน์ในสนามกทม.กลับคืนมา
เช็กความพร้อม “ค่ายสีฟ้า” รอบนี้ เห็นสัญญาณการจัดวางผู้สมัครทั้ง 2 สนาม โดยเฉพาะท่าทีของ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ ที่พูดชัดว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเร่งดำเนินการคัดเลือกผู้สมัคร สก. โดยคาดว่า ในวันอังคารที่ 28 เม.ย. จะได้ผู้สมัครเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง
เช่นเดียวกับผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยทาบทามอยู่ อาจเป็นบุคคลที่เคยร่วมงานกับพรรค
ย้อนสถิติการเลือกตั้งสนามผู้ว่าฯ กทม.และสก.ในรอบที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2565 “ค่ายสีฟ้า” ปักธงสนามสก.ไป 8 เขต จากทั้งหมด 50 เขต ประกอบด้วย เขตคลองสาน สมชาย เต็มไพบูลย์กุล เขตบางกอกน้อย นภาพล จีระกุล เขตบางกอกใหญ่ วิรัช คงคาเขต เขตบางขุนเทียน สารัช ม่วงศิริ เขตบางพลัด ภิญโญ ป้อมสถิตย์ เขตประเวศ ธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ เขตสัมพันธวงศ์ พินิจ กาญจนชูศักดิ์ พรรคประชาธิปัตย์
ทว่าปัจจุบัน “นภาพล”ย้ายไปสังกัดกลุ่ม Bangkok First ซึ่งเป็นเครือข่ายพรรคสีเขียว ขณะที่บางกระแสอ่านเกมว่า การใช้สัญลักษณ์สีเขียวของกลุ่ม Bangkok First เพื่อโหนไปกับกระแส “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบัน ที่ใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ขณะที่ “สารัช” รวมถึงบ้านใหญ่ม่วงศิริย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย
ที่น่าสนใจคือ คะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งล่าสุด ปชป.ส่ง “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ลงชิงในนามพรรค ได้มาเป็นลำดับ 2 ที่ 254,723 คะแนน ตามหลัง “ผู้ว่าฯชัชชาติ”กว่า 8 หมื่นคะแนน และศึกเลือกตั้ง
รอบนี้ ปชป.ยังแอบหวังคะแนนในส่วนของ “สกลธี ภัททิยกุล” อีก 230,534 คะแนน ซึ่งรอบที่แล้วลงชิงในนามอิสระ ขณะที่ปัจจุบัน“สกลธี” ดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบพื้นที่กทม.
ฉะนั้น หาก ปชป.สามารถดึงคะแนนในส่วนของ “ดร.เอ้” และ “สกลธี” ในรอบที่แล้วกลับมาได้ บวกระแสเมืองหลวงที่รอบนี้ขาดคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยที่ประกาศไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรค รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่มีแนวโน้มไม่ส่งผู้สมัครจุดนี้อาจทำให้ปชป.มีความหวังในการเลือกตั้งครั้งนี้
ที่น่าสนใจ หากเทียบสถิติการเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 พบว่าคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้จะไร้ที่นั่งผู้แทนสนามเมืองหลวง แต่พรรคสีฟ้ากวาดคะแนนระบเขตไปได้ 325,308 คะแนน อยู่ในลำดับ 4 ต่อจากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ขณะที่คะแนนระบบบัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ได้ 293,212 คะแนนอยู่ในลำดับ 3 รองจากพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
ภายใต้ “วิกฤติ” ของค่ายสีฟ้า ทั้งคะแนนนิยมที่อาจไม่ฟีเวอร์เหมือนในอดีต บวกกระแสพรรคอนุรักษนิยมด้วยกันเบียดชิงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลไปถึงที่นั่ง “ผู้แทนราษฎร” สนามเมืองหลวง ที่พรรคสีฟ้ายังไม่สามารถล้างอาถรรพ์กินศูนย์เป็นรอบที่ 3 ในช่วงเวลา 7 ปีได้
อีกหนึ่งเงื่อนไขชี้ชะตาคือ “กลุ่มโหวตเตอร์” ที่จะเป็นตัวชี้ขาดสนามเมืองหลวงอีกครั้งในรอบ 4 เดือนนับแต่การเลือกตั้งสนามใหญ่ แม้เวลานี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้ใช้สิทธิทั้งสนามผู้ว่าฯกทม.และสก.อย่างเป็นทางการ
ทว่าหากเทียบคร่าวๆกับการเลือกตั้งสนามสส.เมื่อเดือน ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (อัปเดตล่าสุด ณ สิ้นปี 2568) ระบุว่า เฉพาะสนามกทม.มีจำนวนประชากร มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุดถึง 4.5 ล้านคน จำนวนนี้กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ“First voter” จะมีจำนวนทั้งสิ้น 3.2-3.4 ล้านคน
ตัวแปรเหล่านี้ เป็นโจทย์ใหญ่ของ “ค่ายสีฟ้า” ในการถอดบทเรียนการเมืองสนามใหญ่ พร้อมปรับกระบวนท่าในการต่อสู้สนามผู้ว่าฯ กทม.ที่มีคู่แข่งคนสำคัญคือผู้ว่าฯ ชัชชาติ และ “ผู้สมัคร” จากพรรคส้ม ที่มีฐานะ สส.ยกจังหวัด 33 ที่นั่ง เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีในฐานะพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดและเคยท็อปฟอร์มในสนามเมืองหลวงอีกครั้ง